สัมบูรณนิยม (Absolutism)

ถ้าเราเปรียบเทียบเรื่องรสนิยมกับเรื่องคุณค่าทางจริยะว่าต่างกันอย่างไร อาจจะเข้าใจว่าเหตุใดสัมบูรณนิยมจึงเป็นทรรศนะที่น่าเชื่อถือสำหรับหลายคน ถ้าคนเราชอบอาหารรสชาติต่างกัน หรือชอบดูหนังฟังเพลงคนละอย่างกัน ไม่มีใครถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงถึงขั้นที่จะต้องพยายามไปเปลี่ยนรสนิยมของผู้อื่น เราคิดว่ารสนิยมเป็นเรื่องความชอบที่เป็นสัมพัทธกับประสาทสัมผัสของเรา ขึ้นอยู่กับความเคยชินหรือสภาพแวดล้อม แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำดีหรือเลว เราถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงถ้าคนผู้หนึ่งคิดที่จะกระทำในสิ่งที่เราคิดว่าเลวร้าย เราย่อมพยายามที่จะเปลี่ยนทรรศนคติของเขา หรือถ้าเขาทำลงไปแล้ว เราย่อมคิดว่าเขาสมควรถูกลงโทษ ถ้าคนผู้นั้นกล่าวว่าเขามีทรรศนคติเช่นนั้น ไม่จำเป็นต้องมีทรรศนคติเหมือนคนอื่น เราย่อมไม่ยอมรับการอ้างเหตุผลเช่นนี้ ความแตกต่างเช่นนี้มีวิธีอธิบายได้อย่างหนึ่งว่า เป็นเพราะเรื่องความดีความชั่วเป็นเรื่องของความถูกต้อง กล่าวคือความเชื่อที่ต่างกันในเรื่องดีชี่วต้องมีถูกหรือผิด เมื่อเราพยายามทำให้คนผู้หนึ่งเชื่อว่าการกระทำอย่างหนึ่งดี หมายความว่าเราเชื่อมั่นในความถูกต้องของความเชื่อนี้ ดีชั่วไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่าใครจะทำอย่างไรหรือเชื่ออย่างไรก็ได้ และด้วยเหตุนี้เมื่อสังคมสองสังคมยึดถือคุณค่าที่ขัดแย้งกัน เราจึงถือว่าสังคมใดสังคมหนึ่งต้องเป็นฝ่ายถูก

แต่นี่ไม่ใช่คำอธิบายอย่างเดียวที่เป็นไปได้ สัมพัทธนิยมจะอธิบายความแตกต่างนี้ว่า ในสังคมหนึ่งเราจะยอมให้คนคิดเรื่องนี้ต่างกันเหมือนกับเรื่องรสนิยมไม่ได้ ทั้งนี้เพราะจะทำให้สังคมเกิดความเดือดร้อนถึงขั้นล่มสลาย เช่นเรื่องการไม่ละเมิดชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นนั้น จะปล่อยให้บางคนละเมิดหรือไม่ละเมิดตามใจชอบไม่ได้ เพราะถ้าคนจำนวนหนึ่งละเมิด สังคมก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความดีชั่วเป็นสัมพัทธกับความสงบสุขในสังคม เหตุที่คนในสังคมเดียวกันยึดถือคุณค่าเดียวกันก็ด้วยเหตุนี้ และถ้าอีกสังคมหนึ่งยึดถือคุณค่าที่ต่างจากสังคมแรก ก็เป็นเพราะสภาพที่ต่างกันของสังคมนั้นทำให้ปัจจัยที่จะทำให้สังคมนั้นอยู่ได้แตกต่างกันออกไป

วิธีหนึ่งที่จะตัดสินว่าทรรศนะในเรื่องหนึ่งมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ทำได้โดยการพิจารณาดูว่าทรรศนะนั้นนำไปสู่ความเชื่อเช่นไรบ้าง หากความเชื่อเช่นนั้นไม่น่าเชื่อถือ ทรรศนะนั้นย่อมหมดความน่าเชื่อถือด้วย เราจึงจะมาพิจารณากันว่าความเชื่อเรื่องสัมบูรณนิยมมีนัยทางตรรกะที่น่าเชื่อถือหรือไม่

หากสัมบูรณนิยมเชื่อว่าการตัดสินทางจริยะเช่น การทรมานคนเป็นสิ่งที่เลว ย่อมถูกเสมอไม่ว่าในสังคมใด และการทรมานคนเป็นสิ่งที่ดี ย่อมผิดเสมอ ก็หมายความว่าข้อความเช่น "การทรมานคนเป็นสิ่งที่เลว" จริง และข้อความ "การทรมานคนเป็นสิ่งที่ดี" เท็จ การที่ข้อความหนึ่งจริงหรือเท็จได้นั้น จะต้องมีบางสิ่งที่ทำให้ข้อความนั้นจริงหรือเท็จ เช่น ถ้าข้อความ "ข้างนอกแดดร่ม" จริง สิ่งที่ทำให้ข้อความนี้จริงก็คือสภาพที่เรามองเห็นได้ข้างนอก ในทำนองเดียวกัน ข้อความทางจริยะจะจริงหรือเท็จได้ก็เพราะมีคุณสมบัติบางอย่างในโลกที่ทำให้ม้นจริง ในกรณีของสัมพัทธนิยมซึ่งเชื่อว่าการกระทำอย่างหนึ่งดีเพราะเป็นทรรศนคติของคนในสังคม (การกระทำเดียวกันอาจจะไม่ดีในอีกสังคมหนึ่งก็เป็นเพราะคนในสังคมนั้นมีทรรศนคติที่ต่างจากสังคมแรก อาจจะเป็นเพราะเงื่อนไขในการดำรงอยู่ของแต่ละสังคมแตกต่างกัน) สิ่งที่ทำให้ข้อความทางจริยะจริงหรือเท็จก็คือทรรศนคติของคนในสังคม ข้อความเดียวกันจริงในสังคมหนึ่งเพราะทรรศนคติของคนในสังคมนั้นเป็นอย่างหนึ่ง เท็จสำหรับอีกสังคมหนึ่งเพราะทรรศนคติของคนในสังคมนั้นต่างจากในสังคมแรก ในกรณีของสัมบูรณนิยม เนื่องจากความดีและชั่วมิได้เป็นแค่ทรรศนคติของคนในสังคม ทรรศนคติของคนที่ตรงข้ามกันต้องมีคนหนึ่งถูกคนหนึ่งผิด ความจริงหรือเท็จของข้อความทางจริยะจึงมิได้จากตัดสินจากทรรศนคติของคน แต่ต้องตัดสินจากคุณสมบัติบางอย่างที่ไม่ขึ้นอยู่กับจิตใจของคน กล่าวคือความมีอยู่และความเป็นไปของมันเป็นอิสระจากจิตใจของมนุษย์ ซึ่งก็หมายความว่าต้องเป็นคุณสมบัติที่อยู่ในโลกภายนอก ไม่ใช่เป็นความรู้สึก ความปรารถนา หรือทรรศนคติ

คำถามก็คือคุณสมบัตินี้คืออะไร ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม คุณสมบัตินี้น่าจะมีอยู่ในการกระทำ แต่เมื่อเราพิจารณาคุณสมบัติที่อยู่ในการกระทำ เช่นการทรมานคน เราจะพบคุณสมบัติ เช่น วิธีการที่ใช้ทรมาน ความเจ็บปวดของผู้ถูกทรมาน ความสะใจของผู้ทรมาน แต่คุณสมบัติใดเล่าคือความเลว ถ้าเราบอกว่าความเจ็บปวดคือความเลว แต่เนื่องจากเราสามารถตั้งคำถามอย่างมีความหมายได้ว่า เหตุใดความเจ็บปวดจึงเป็นสิ่งที่เลว แสดงว่าความเลวกับความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน (เป็นทำนองเดียวกับเมื่อยูไทโฟรตอบโสกราตีสว่า piety ได้แก่การนำพ่อซึ่งทำผิดขึ้นฟ้องศาล และได้แก่การ... โสกราตีสไม่ยอมรับเพราะสามารถถามได้ว่าเหตุใดการนำพ่อขึ้นศาลจึงเป็น piety ซึ่งแสดงว่า piety เป็นคุณสมบัติต่างหากจากคุณสมบัติที่ยูไทโฟรบรรยายมา) เราอาจจะกล่าวเช่นเดียวกันนี้ได้กับคุณสมบัติอื่นที่เราพบในการกระทำ

เป็นไปได้ว่าความดีและชั่วเป็นคุณสมบัติที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่คุณสมบัติที่เรารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสของเรา คุณสมบัตินี้ถึงแม้จะรับรู้ไม่ได้ด้วยประสาทสัมผัสของเรา แต่ก็ต้องเข้าถึงได้ด้วยเหตุผล เพราะเมื่อเราไม่ลงรอยกันว่าการกระทำหนึ่งดีหรือชั่ว เรายกเหตุผลขึ้นมาถกเถียงกัน แต่ปัญหาก็คือ เรามีกฎเกณฑ์ในการใช้เหตุผลซึ่งจะช่วยให้เราลงรอยกันได้เมื่อถกเถียงกันด้วยเหตุผล แต่เหตุใดเหล่าสังคมที่ยึดคุณค่าต่างกันจึงไม่อาจลงรอยกันได้ และความไม่ลงรอยกันนี้มิใช่เพิ่งมี แต่มีมานานแล้ว หรือว่าคุณสมบัตินี้ต้องใช้ปัญญาส่วนที่ไม่ใช่เหตุผลเข้าถึง การเถียงกันด้วยเหตุผลเป็นเพียงกระตุ้นให้ปัญญาส่วนนี้มองเห็นคุณสมบัตินี้ ถ้าคิดเช่นนี้ สัมบูรณนิยมคงต้องให้คำตอบว่าปัญญาส่วนนี้มีลักษณะเช่นไร หรือว่าเป็นความรู้แจ้งของปราชญ์ที่มีปัญญาในระดับสูง แต่เราก็รู้ดีว่าปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ก็มิได้มีทรรศนะเรื่องความดีชั่วตรงกัน เราจะเอาปัญญาของใครเป็นบรรทัดฐาน

ที่กล่าวมานี้ไม่ถึงกับเป็นข้อพิสูจน์ว่าสัมบูรณนิยมไร้เหตุผล แต่แสดงให้เห็นว่าพวกสัมบูรณนิยมมีภาระที่หนักอึ้งในการชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีของตนมีความน่าเชื่อถือ

กลับไปสารบัญบทเรียน