ทฤษฎ๊ประโยชน์นิยม



ทฤษฎีเรื่องเกณฑ์พื้นฐานที่ใช้ตัดสินการกระทำว่าควรหรือไม่ควรมีหลายทฤษฎี จะยกตัวอย่างเพียงทฤษฎีหนึ่ง ชื่อทฤษฎีประโยชน์นิยม ซึ่งเสนอว่า เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินคือปริมาณความสุข เมื่อเราต้องเลือกระหว่างการกระทำสองอย่าง วิธีเลือกก็คือ พิจารณาว่าการกระทำแต่ละอย่างจะนำไปสู่ผลอะไรบ้าง ผลที่เกิดขึ้นนำความสุขมาให้จำนวนมากเท่าไร ความสุขนี้ต้องไม่ใช่แค่ความสุขของตนเองเท่านั้น ต้องเป็นความสุขของมนุษย์โดยส่วนรวม

การกล่าวเช่นนี้ ตามหลักปรัชญาจะต้องมีเหตุผลมาสนับสนุน เหตุผลของพวกประโยชน์นิยมมีดังต่อไปนี้

มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เมื่อทำอะไรย่อมมุ่งหาความสุข หลบเลี่ยงความทุกข์ (เช่นศาสนาพุทธก็สอนวิธีหลีกเลี่ยงทุกข์ให้กับเรา) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พิสูจน์ได้จากพฤติกรรมของมนุษย์ มีใครบ้างหรือไม่ที่ต้องการความทุกข์ แม้แต่คนที่ฆ่าตัวตาย ทำไปก็เพื่อหนีความทุกข์ เหตุใดมนุษย์จึงเป็นเช่นนี้ อาจมีผู้ต้องการคำอธิบาย แต่ไม่ว่าคำอธิบายจะเป็นเช่นไร ก็ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงนี้ และจากความจริงนี้ สรุปได้ว่าความสุขเป็นสิ่งเดียวที่มีค่าสำหรับมนุษย์ ถ้าใครก็ตามเรียกร้องว่ามนุษย์ควรแสวงหาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ความสุข ก็เป็นการเรียกร้องที่ไร้เหตุผล เพราะขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ เป้นการเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การเรียกร้องให้ผู้หนึ่งกระทำสิ่งหนี่งจะมีเหตุผลก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นอยู่ในขอบเขตความสามารถของบุคคลนั้น ในเมื่อมนุษย์ไม่สามารถปรารถนาสิ่งอื่นนอกจากความสุข เราก็ไม่ควรเรียกร้องให้มนุษย์แสวงหาสิ่งอื่น และในเมื่อเราให้ค่ากับสิ่งที่เราปรารถนา และความสุขเป็นสิ่งเดียวที่เราปรารถนา ย่อมสรุปได้ว่าความสุขเป็นสิ่งเดียวที่มีค่าสำหรับมนุษย์

ดังที่กล่าวข้างต้น ความสุขนี้ไม่ได้หมายถึงของผู้กระทำเท่านั้น แต่หมายถึงความสุขโดยส่วนรวม ถ้าเรามองจากตัวเรา เราอาจจะคิดว่าความสุขของเรามีค่ามากกว่าของคนอื่น แต่ถ้ายึดมุมมองจากภายนอกที่เป็นกลาง อะไรก็ตามที่เป็นความสุข ย่อมมีค่าเท่ากันไม่ว่าจะเป้นความสุขของใคร อีกประการหนึ่ง ความสุขมีปริมาณ เราพูดว่ามีความสุขมากหรือน้อย ดังนั้นความสุขที่มีปริมาณมากย่อมมีค่ามากกว่าความสุขที่มีปริมาณน้อย

ตามหลักของเหตุผล ถ้าเราคิดว่าสิ่งหนึ่งมีค่า เราก็ควรทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นมาให้มีจำนวนมากที่สุด ดังนั้นการกระทำที่ถูกต้องหรือที่ควรทำคือการกระทำที่ทำให้เกิดสิ่งที่มีคุณค่าที่มีปริมาณสูงที่สุด นั่นก็คือ เราควรเลือกการกระทำที่ก่อให้เกิดความสุขจำนวนมากกว่าการกระทำอื่นๆ หรือในกรณีที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะเลือกอะไรก็นำไปสู่ความทุกข์ทั้งสิ้น เราก็ควรเลือกการกระทำที่ก่อให้เกิดความทุกข์น้อยที่สุด และในการคำนวณประโยชน์สุข ก็ต้องดูผลของการกระทำในระยะยาวด้วยเท่าที่สามารถจะคาดคะเนได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องเลือกระหว่างจะนำเงินไปเล่นการพนันเพื่อความสนุกหรือจะนำไปทำการกุศล หลักประโยชน์นิยมเรียกร้องให้เราคำนวณความสุขที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำสองอย่าง แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ถ้าการนำเงินไปให้การกุศลทำให้ผู้ยากไร้มีความทุกข์น้อยลง มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีในภายภาคหน้า เทียบกันแล้วความสุขที่เกิดขึ้นมีปริมาณมากกว่าความสุขชั่วครู่ที่เกิดขึ้นกับการเล่นการพนัน เราก็ควรเลือกนำเงินไปทำการกุศล หรือถ้ารัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ ถ้าใช้หลักประโยชน์นิยม ก็ต้องคำนวณประโยชน์สุขว่า การที่พื้นที่ป่าจำนวนหนึ่งต้องสูญเสียไป และผู้คนจำนวนมากต้องถูกอพยพจากที่ทำกิน เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้จากเขื่อน หักลบความสุขความทุกข์ไปแล้ว ประโยชน์สุขที่ได้จากการสร้างเขื่อนมีปริมาณมากกว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามากกว่าก็ควรสร้าง

ทฤษฎีประโยชน์นิยมในภาษาอังกฤษเรียกว่า Utilitarianism มาจากคำ utility ซึ่งหมายถึงประโยชน์ กล่าวคือมนุษย์กระทำสิ่งต่างๆ ก็โดยมุ่งจะได้ประโยชน์หรือความสุข ภาษาไทยจึงแปลว่าประโยชน์นิยม

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ประโยชน์นิยมมิได้บอกว่าให้เห็นแก่ความสุขของคนส่วนใหญ่ คนส่วนน้อยต้องเสียสละ การทำให้เกิดความสุขแก่คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นจะต้องทำให้เกิดความสุขจำนวนมากกว่า เช่นสมมติว่าคนส่วนใหญ่ต้องการต้องการให้ทางเท้าปราศจากคนขายของซึ่งดูไม่เป็นระเบียบ แต่ความต้องการนี้ก็ไม่แรงนัก ถึงไม่ได้อย่างที่ต้องการก็ไม่ได้เกิดทุกข์มากนัก คนจำนวนน้อยต้องการให้ขายของบนบาทวิถีได้ และมีความต้องการอย่างมาก เพราะยากจนและต้องอาศัยที่ขายของที่ไม่ต้องเสียค่าเช่า มิฉะนั้นก็หมดทางทำมาหากิน ปริมาณความทุกข์ของคนส่วนน้อยที่จะเกิดขึ้นมีมากกว่าปริมาณความสุขที่คนส่วนใหญ่ได้จากการมีบาทวิถีที่เป็นระเบียบ หลักประโยชน์นิยมก็จะเรียกร้องให้มีการขายของบนทางเท้า

ทฤษฎีนี้ดูน่าเชื่อ เพราะสอดคล้องกับสามัญสำนึกของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล มักจะใช้วิธีคำนวณประโยชน์สุขเช่นนี้ หรือแม้แต่ในการตัดสินใจของบุคคล คนที่มีศีลธรรมย่อมเลือกการกระทำที่ไม่เห็นแก่ตัว แต่คำนึงถึงความสุขของผู้อื่นด้วย กระนั้นก็ดี ทฤษฎีนี้มิได้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ผู้ที่ไม่เห็นด้วยวิจารณ์ทฤษฎีนี้จากหลายแง่มุม เช่นมีผู้วิจารณ์ว่า ไม่เป็นความจริงที่ความสุขเป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์แสวงหา มนุษย์บางคนแสวงหาความรู้ คุณธรรม ฯลฯ โดยไม่สนใจความสุข และมีผู้วิจารณ์ว่าถ้านำทรรศนะนี้ไปเป็นเกณฑ์ จะนำไปสู่การเลือกการกระทำที่ชั่วร้าย ตัวอย่างเช่น สมมติว่าในตำบลเล็กๆแห่งหนึ่ง เกิดฆาตกรรมหฤโหดขึ้น ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้คนหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับโทษพยายามฆ่าคนตายมาก่อน ชาวบ้านก็เชื่อว่าคนนี้เป็นผู้ก่อคดีฆาตกรรมโหดครั้งนี้ และมาชุมนุมกันหน้าสถานีตำรวจ จะเอาตัวไปประชาทัณฑ์ ตำรวจรู้ดีว่าหลักฐานที่มียังอ่อนอยู่ แต่ประชาชนเริ่มหมดความอดทน ไม่ยอมฟังเสียงทักท้วงของตำรวจ และพร้อมที่จะก่อจลาจล ตำรวจเห็นว่าถ้าขัดขืน ก็จะเกิดจลาจล สถานีอาจถูกเผา จะมีผู้บาดเจ็บล้มตาย จึงมอบผู้ต้องหาให้ประชาชนประชาทัณฑ์ เพราะเห็นว่ามีคนเสียชีวิตคนเดียวดีกว่ามีคนตายมากกว่าหนึ่งคน และทรัพย์สินเสียหายย่อยยับ ผู้วิจารณ์ประโยชน์นิยมกล่าวว่า การตัดสินใจเช่นนี้สอดคล้องกับหลักประโยชน์นิยม แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีนี้นำไปสู่การกระทำบางอย่างที่สามัญสำนึกของเราตัดสินว่าผิดอย่างไม่มีข้อสงสัย ทฤษฎีที่เรียกร้องให้กระทำในสิ่งที่ชั่วร้ายย่อมเป็นทฤษฎีจริยธรรมไม่ได้

ผู้ที่ยึดทฤษฎีประโยชน์นิยมยกเหตุผลมาแก้ข้อโต้แย้งนี้ แต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้เพราะจะเป็นเรื่องยืดยาว สิ่งที่ผู้เรียนควรตระหนักในขั้นนี้ก็คือ ทฤษฎีประโยชน์นิยมเป็นเพียงหนึ่งในหลายทฤษฎีที่เสนอเกณฑ์ตัดสินการกระทำ ผู้เขียนยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างหนึ่งเพื่อให้เข้าใจวิธีคิดแบบปรัชญา   ในลำดับต่อไป เราจะดูตัวอย่างทฤษฎีจริยปรัชญาอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งเป็นคู่แข่งกับทฤษฎีประโยชน์นิยม ได้แก่ทฤษฎีสิทธิธรรรมชาติ

ทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ


  กลับไปสารบัญบทเรียน